Italasia Erawan Bangkok
Johnnie Walker Blue Label Tasting Promotion
สวัสดีครับ
อิตาเลเซีย เอราวัณ แบงค็อก ตั้งอยู่ที่ชั้น LG ของ เอราวัณ แบงค็อก บริเวณหัวมุมแยกราชประสงค์ ได้จัดโปรโมชั่นสุดพิเศษกับการชิม จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล (Johnnie Walker Blue Label) สก็อตวิสกี้ระดับอัลตร้าพรีเมียม (Ultra-Premium Blended Scotch Whisky) จากประเทศสกอตแลนด์ ภายในช้อปสวยงามด้วยดีไซน์คอนเซ็ปต์ในแบบบาร์โรมันโบราณในโทนสีน้ำตาล รายล้อมไปด้วยสารพัดเครื่องดื่มนำเข้าจากทั่วโลกโดย อิตาเลเซีย และแน่นอนว่างานนี้กับพี้นที่กว่า 160 ตร.ม. นั้นเต็มไปด้วยแขกผู้ที่ได้รับเชิญโดยเฉพาะเท่านั้นครับ
เริ่มงานกับเครื่องดื่มซิงเกิลมอลต์สก็อตช์วิสกี้ (Single Malt Scotch Whisky) ของ ซิงเกิลตัน (The Singleton)

โดยจะใช้ The Singleton of Dufftown 12 Years Old Single Malt Scotch Whisky จากเขตสเปย์ไซด์ (Speyside) ของสกอตแลนด์ วิสกี้ที่บ่มเป็นเวลาอย่างน้อย 12 ปี ในถังไม้โอ๊กยุโรปและอเมริกัน กับแอลกอฮอล์ 40% ที่ขึ้นชื่อเรื่องความนุ่มและดื่มง่าย เหมาะเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่เริ่มต้นดื่มซิงเกิลมอลต์

สร้างสีสันให้กับเครื่องดื่มด้วยการนำไปทำเป็นค็อกเทลยอดนิยมอย่างไฮบอลกับ The Singleton 12 Years Old Highball สามารถเลือกส่วนผสมได้ไม่ว่าจะเป็น โทนิค โซดา หรือ น้ำเปล่า ส่วนตัวเลือกผสมโทนิคที่ชิมแล้วบอกได้เลยว่า ดื่มง่ายดีมากๆ ความนุ่มนวลสดชื่นอย่างมีมิติ แต่ก็ต้องยอมรับกับการที่เสน่ห์ของซิงเกิลตันนั้นจะไม่โดดเด่นเท่ากับการดื่มแบบไม่ผสม (Neat) เรียกว่าไว้ดื่มกันแบบสนุกๆดื่มกันได้ยาวๆ

ต่อกันด้วยเหล้ารัมที่พึ่งเปิดตัวในประเทศไทยได้ไม่นานกับ รอน ซากาปา เซนเตนาริโอ (Ron Zacapa centenario) เหล้ารัมระดับพรีเมียมจากประเทศกัวเตมาลาที่มีชื่อเสียงระดับโลก และมีกระบวนการผลิตที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ตั้งแต่การใช้วัตถุดิบที่ไม่ใช้กากน้ำตาล (molasses) แต่ใช้น้ำอ้อยบริสุทธิ์ (Virgin Sugar Cane) ที่ให้หวานเข้มข้นและนุ่มนวลกว่า นำไปบ่มด้วยระบบโซเลร่า (Sistema Solera : Solera Aging System) บ่มและผสมแบบสัดส่วน (Fractional Blending) ซึ่งเป็นเทคนิกของสเปนในช่วงศตวรรษที่ 18 คือการเรียงถังบ่มเป็นชั้นๆ ซ้อนกันคล้ายพีระมิด เวลาบรรจุขวดจะใช้จากชั้นล่างสุดคือชั้นโซเลร่า (Solera) ที่แปลว่าพื้น จากนั้นชั้นครีอาเดราส (Criaderas) ก็จะไหลมาเติมเต็มในส่วนที่นำออกไปบรรจุขวด สุดท้ายก็เติมของใหม่ในชั้นบนสุดคือท็อปครีอาเดราส (Top Criadera) สิ่งที่ได้คือรสชาติที่สม่ำเสมอและมีความซับซ้อน ทั้งหมดทำที่ความสูง 2,300 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล (Aged Above the Clouds) เพื่อรักษาอุณหภูมิระหว่าง 16-20 อาศาให้สม่ำเสมอตลอดทั้งปี
‘Zacapa 23’
รอน ซาคาปา 23 หรือ รอน ซากาปา เซนเตนาริโอ “ซิสเตมา โซเลรา” 23 โซเลรา กราน รีแซร์บา (Ron Zacapa Centenario “Sistema Solera” 23 Solera Gran Reserva) การผสมระหว่างรัมอายุ 6 ถึง 23 ปี กับแอลกอฮอล์ที่ 40% เป็นดาร์กรัม (Dark Rum) สีเข้มที่มีความหอมแนวคาราเมล วานิลลา เชอร์รี่ ผลไม้แห้ง และไม้โอ๊ค รสชาติเป็นรัมสไตล์หวาน (Sweet Rum) น่าจะถูกใจผู้ที่ชอบความหอมหวานที่นุ่มนวลเป็นพิเศษ
รอน ซากาปา เอกซ์โอ เป็นพรีเมียมรัม (Premium Rum) ระดับ XO (Extra Old) ผสมระหว่างรัมอายุ 10 ถึง 25 ปี บ่มเพิ่มในถังไม้โอ๊กฝรั่งเศสที่เคยใช้บ่มคอนญัก (Cognac casks) กับแอลกอฮอล์ที่ 40% ทำให้มีความหอมของโอ๊คมีเอกลักษณ์และชัดเจนยิ่งขึ้น ตามมาด้วยรสชาติที่เข้มข้นขึ้นเช่นกัน
สำหรับจอห์นนี่ วอล์กเกอร์มีมาให้ชิมสองตัวด้วยกันคือ Johnnie Walker XR 21 และ Johnnie Walker Blue Label

‘Johnnie Walker XR 21’
จอห์นนี่วอคเกอร์เอ็กอาร์ 21 เป็นวิสกี้เบลนด์ (Blended Scotch Whisky) ทำมาเพื่อเป็นการฉลองตำแหน่งอัศวินในสมัยสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 (George V) แห่งราชวงศ์วินด์เซอร์ของ Sir Alexander Walker II ผู้ที่เป็นหลานชายของผู้ก่อตั้งจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ คำว่า XR นั่นหมายถึง Extra Rare แปลว่าหายากและพิเศษสุดๆ ด้วยการเลือกใช้มอลต์จากโรงกลั่นหายากหรือปิดตัวไปแล้วอย่างเช่นโรงกลั่น Brora และ Cambus ส่วน 21 คือจำนวนปีของการบ่มในไม้โอ๊กอเมริกันและยุโรปที่ผ่านการหมักเชอร์รี่ทำให้มีความนุ่มนวลไม่เข้มข้นจัดจ้าน ตัวขวดออกแบบให้แตกต่างจากขวดเลเบิ้ลปรกติในสไตล์ Decanter ตัววิสกี้มีสีอัมพัน แม้จะพอมีความสโมกกี้แต่ก็เป็นเพียงกลิ่นควันบางๆ มีความเป็นเครื่องเทศ ผลไม้แห้ง โดยรวมให้เข้าใจง่ายๆก็คือรสชาติเป็นตัวกลางระหว่างเลเบิ้ลต่างๆทั่วไปกับเลเบิ้ลพรีเมี่ยมขึ้นไปนั่นเอง
‘Johnnie Walker Blue Label’
จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล เปิดตัวในปีค.ศ. 1992 เพื่อระลึกถึง Old Highland Whisky วิสกี้ตัวแรกที่เปิดตัวในปีค.ศ. 1867 โดยคัดเลือกถังบ่มที่มีคุณสมบัติตรงความต้องการเพียง 1 ถังจาก 10,000 ถัง เป็นแบบไม่ระบุอายุ และแอลกอฮอล์อยู่ที่ 40% เลือกใช้สีฟ้าเป็นสีพื้นซึ่งสื่อถึงปัญญา ความสุขุม และความสงบ แทรกด้วยตัวอักษรสีทองที่สื่อถึงความหรูหรา มั่งคั่ง และบลู เลเบิ้ลนี้คือตัวท็อปของสายการผลิตของจอห์นนี่ วอล์กเกอร์

ชิมแล้วโดดเด่นด้วยกลิ่นควันที่ชัดเจนผสานไปกับรสสัมผัสของเครื่องเทศและไม้โอ๊คที่ออกไปทางหวาน ระหว่างชิมพยายามทำความเข้าใจถึงข้อถกเถียงยอดนิยมที่ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล ขวดนี้ต้องเผชิญมาตลอดนั่นก็คือ “ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคา” น่าจะสรุปสั้นๆได้ว่ามันมาจากเรื่องของรสนิยมความชอบส่วนบุคคลและความพึ่งพอใจในการจ่ายเสียมากกว่า ส่วนตัวมองว่าถ้าชิมแล้วชอบราคารับได้ก็คือจบ ส่วนการที่ว่าราคานี้ซื้อเลเบิ้ลอื่นคุ้มกว่ามันก็จะกลับมาในเรื่องที่คล้ายกับแนวคิดมุมมองของอาหารที่ว่า ‘เมนูจานนี้รสชาติไม่สมราคา’ แต่กลับมีอีกคนบอกว่าอร่อยมาทานซ้ำๆ ดังนั้นมันสรุปเป็นภาพรวมไม่ได้เพราะมันเป็นเรื่องปัจเจกบุคคล (Individual) แต่สุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือตัวเราเองต้องได้ชิมก่อนและชิมอย่างถูกต้องเพื่อดึงประสิทธิภาพของวิสกี้ออกมาให้ได้มากที่สุด ไม่ลืมลองชิมในสไตล์อื่นๆที่ตนเองชอบด้วย แล้วถึงค่อยมาดูว่ารับเรื่องราคาได้มั้ย ถ้าทั้งหมดได้ขวดนี้ก็คือของคุณ และแน่นอนส่วนตัวเองก็มี จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล ไว้ประจำบ้านเสมอ
แก้วเซอร์ไพรส์ที่ไม่ได้มีแจ้งว่าจะเสริฟ์กับ
‘John Walker & Sons King George V’
จอห์น วอล์คเกอร์ แอนด์ ซันส์ คิงส์ จอร์จ ที่ 5 เบลนด์สก็อตช์วิสกี้ระดับหรูหราจึงใช้ชื่อเป็นจอห์น วอล์คเกอร์ แอนด์ ซันส์ ซึ่งเป็นชื่อย้อนยุคที่ใช้สำหรับรุ่นพรีเมียม เอ็กซ์คลูซีฟ เป็นการผสมของซิงเกิลมอลต์และเกรน (Grain) แอลกอฮอล์ 43% ผลิตขึ้นมาเพื่อเป็นเกียรติแด่สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งสหราชอาณาจักรในปี ค.ศ. 1934 โดยใช้วิสกี้ชั้นดีที่สุดจากโรงกลั่นที่ดำเนินการในช่วงรัชสมัยของพระองค์ ถูกผสมเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้สัมผัสถึงสไตล์การดื่มในยุคนั้น

สีเหลืองอำพันประกายสีทอง กลิ่นรสให้ความรู้สึกเหมือนจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ลผสมกับจอห์นนี่วอคเกอร์เอ็กอาร์ 21 แต่ยกขึ้นไปอีกหลายระดับทั้งกลิ่นและรสชาติรวมไปถึงอาฟเตอร์เทส (Aftertaste) ส่วนตัวก็ต้องบอกว่าเป็นความลงตัวที่ชอบที่สุดในงาน
ราคาขายของ Johnnie Walker และ John Walker & Sons ในอิตาเลเซีย

และสุดท้ายกับวิสกี้รุ่น Limited Edition จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล ไอซ์ ชาเลต์ (Johnnie Walker Blue Label Ice Chalet) ที่ไม่ได้ถูกจัดให้ชิมในงานนี้ แต่ส่วนตัวไม่สามารถละสายตาได้ด้วยความสวยงามในการออกแบบขวดและกระเป๋าทรงสวยน่ารักๆ สำหรับขวดนี้เป็นการร่วมมือกับแบรนด์เสื้อผ้าสกี Perfect Moment และมาสเตอร์เบลนเดอร์หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ 200 ปีของจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ Master Blender Emma Walker ในคอนเซ็ปต์ Blue Hour คือช่วงเวลาพักผ่อนหลังเล่นสกี มาพร้อมกระเป๋าใส่ขวดแบบพลิกกลับได้ (Reversible) ซึ่งสวยน่ารักทั้งสองด้านจากแบรนด์ Perfect Moment
หมดห่วงเรื่องอาหารภายในงานที่พร้อมเสริฟ์ตลอด

บรรยากาศคึกคักเรียบร้อยเป็นกันเอง ทีมบริการราบรื่นดีมากรินตลอดไม่มีกั๊ก ขอบคุณเป็นพิเศษกับแบนด์ แอมบาสเดอร์ จากบริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) จำกัด (Diageo Moet Hennessy (Thailand) Limited : DMHT) ที่มาให้ความรู้อย่างละเอียดพร้อมตอบคำถามต่างๆได้เป็นอย่างดี ทำให้การดื่มเครื่องดื่มแต่ละตัวในงานนั้นมีความเข้าใจและเห็นภาพกว้างและลึกซึ้งขึ้น และขอบคุณอิตาเลเซียที่จัดงานคุณภาพแบบนี้ขึ้นครับ.
ขอบคุณมากครับ
โด้
รายละเอียดร้าน
อิตาเลเซีย เอราวัณ แบงค็อก / Italasia Erawan Bangkok
494 ถนน เพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพ 10330 [เขตปทุมวัน]
494 Phloen Chit Rd., Lumphini, Pathum Wan, Bangkok 10330 Thailand
11:00-21:00
โทร. 06-1753-2227
website : www.italasiagroup.com



