
OJO Bangkok
Executive Lunch Set Promotion
📌 Quick Facts: OJO Bangkok (Executive Lunch Set)
| ร้านอาหาร: | OJO Bangkok (โอโฮ) — ชั้น 76 โรงแรม The Standard, Bangkok Mahanakhon |
| ประเภทอาหาร: | อาหารเม็กซิกันร่วมสมัย (Authentic Modern Mexican Cuisine) |
| รางวัลการันตี: | MICHELIN Guide Recommended |
| โปรโมชันที่รีวิว: | Executive Lunch Set (3-Course) |
| ราคาเซตอาหาร: | 1,190++ บาท / ท่าน (1,401 บาทสุทธิ) |
| ช่วงเวลาให้บริการ: | มื้อกลางวัน 11:30 – 14:30 น. (มื้อเย็น 17:30 – 23:30 น.) |
| การเดินทาง: | BTS สถานีช่องนนทรี (ทางออก 3 มีทางเชื่อมตรงเข้าตึก Mahanakhon) |
| สิทธิพิเศษเพิ่มเติม: | รับสิทธิ์แลกบัตรขึ้นชม Mahanakhon SkyWalk ฟรี (เมื่อทานครบตามยอดที่กำหนด) |
| จุดเด่นประสบการณ์: | ห้องอาหารที่สูงที่สุดในไทย, วิวกรุงเทพฯ 360 องศา, ช่องทางขึ้นลิฟต์คิวพิเศษสำหรับลูกค้าห้องอาหาร |
⭐ Review Highlights: สรุปจุดเด่น & ข้อควรรู้
✨ จุดเด่นและความประทับใจ
- บรรยากาศและทัศนียภาพ: อยู่บนชั้น 76 สูงที่สุดในไทย วิวเมือง 360 องศา ตกแต่งสไตล์ Glamorous Retro-Futuristic
- รสชาติอาหาร: อาหารเม็กซิกันร่วมสมัย ทานง่าย นุ่มนวล กลมกล่อม ไม่ฉุนเครื่องเทศ เหมาะกับทุกคน
- ความคุ้มค่า: Executive Lunch Set (1,190++ บาท) ให้ปริมาณเยอะและวัตถุดิบพรีเมียมเมื่อเทียบกับสถานที่
- สิทธิประโยชน์: รับสิทธิ์ขึ้นชมจุดชมวิว Mahanakhon SkyWalk ชั้น 78 ฟรี (เมื่อทานครบตามยอด)
💡 ข้อควรรู้และคำแนะนำ
- ทางเข้า & ลิฟต์: จุดลงทะเบียนอยู่ฝั่งเดียวกับ SkyWalk มีช่องคิวพิเศษสำหรับลูกค้าห้องอาหาร
- สัมภาระ: ไม่แนะนำให้ถือสัมภาระใหญ่ขึ้นไป แต่มีบริการตู้ล็อกเกอร์ฝากของฟรีด้านล่าง
- การนำไวน์มาเอง: ค่าเปิดขวด 1,000 บาท/ขวด และต้องส่งมอบขวดให้เจ้าหน้าที่ล่วงหน้าเพื่อนำขึ้นไปก่อน
- เทคนิคทาน Guacamole: หากไม่ชอบกลิ่นคาวไข่ปลาแซลมอนยามแตก แนะนำให้ตักไข่ปลาแยกก่อนคลุก
สวัสดีครับ
สัมผัสประสบการณ์มื้อกลางวันระดับไฮเอ็นด์เหนือเส้นขอบฟ้ากรุงเทพมหานครที่ OJO (โอโฮ) ที่แปลว่า “ดวงตา” ห้องอาหารเม็กซิกันร่วมสมัย (Authentic Modern Mexican Cuisine) ที่การันตีความประทับใจด้วยรางวัล MICHELIN Guide Recommended ตั้งอยู่บนชั้น 76 ของโรงแรม The Standard, Bangkok Mahanakhon ครองสถิติเป็นห้องอาหารที่อยู่สูงที่สุดในประเทศไทย เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS สถานีช่องนนทรีพร้อมทางเชื่อมเข้าสู่ตึกอย่างลงตัว
ภายในพร้อมต้อนรับด้วยบรรยากาศการตกแต่งในสไตล์ Glamorous Retro-Futuristic ดีไซน์โดย Veneno ร่วมกับทีมออกแบบของ The Standard โดดเด่นด้วยโทนสีชมพูอัญมณีและทองคำ (Pink & Gold Glamour) พร้อมบาร์เครื่องดื่มทรงมงกุฎคริสตัล (Crystal Tiara Bar) อันเป็นเอกลักษณ์ และบานกระจก Floor-to-Ceiling แบบรอบทิศทางที่เปิดรับทัศนียภาพกรุงเทพฯ แบบ 360 องศา รังสรรค์ความอร่อยโดย Culinary Director เชฟระดับโลก Francisco “Paco” Ruano เจ้าของร้าน Alcalde ในเมืองกัวดาลาฮารา ประเทศเม็กซิโก ซึ่งติดอันดับร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลก (The World’s 50 Best Restaurants) สำหรับรีวิวนี้นำเสนอเป็นคอร์สอาหารกลางวันเพื่อส่งมอบมื้ออาหารสุดพิเศษที่ตอบโจทย์ทั้งมื้อธุรกิจและการสังสรรค์ครับ
💡 Helpful Tip
– ทางเข้าห้องอาหาร: จุดลงทะเบียนและทางเข้าห้องอาหารจะอยู่ที่จุดเดียวกับทางขึ้นชมจุดชมวิว King Power Mahanakhon SkyWalk (ไม่ใช่บริเวณล็อกบี้หลักของโรงแรม The Standard)
– สัมภาระและตู้ล็อกเกอร์: เนื่องจากมีมาตรการรักษาความปลอดภัยและข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ ไม่แนะนำให้พกสัมภาระมาด้วย อย่างไรก็ตาม ทางโครงการมีบริการตู้ล็อกเกอร์ฝากของฟรีให้บริการก่อนขึ้นด้านบน
– การขึ้นลิฟต์: ไม่สามารถเดินเข้าลิฟต์ได้ทันที ต้องรอรอบตามคิว ทั้งนี้ ลูกค้าที่สำรองที่นั่งสำหรับห้องอาหารจะมีช่องคิวพิเศษแยกต่างหากจากคิวชมวิวทั่วไป ซึ่งจะได้รับสิทธิ์เข้าลิฟต์ก่อน
สำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ความอร่อยของอาหารเม็กซิกันร่วมสมัยในรูปแบบ À la Carte ทางร้านได้จัดสรรหมวดหมู่อาหารไว้อย่างหลากหลาย เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งมื้อเบาๆ และมื้อจัดเต็มสไตล์ Fine Dining
‘S.Pellegrino Sparkling Natural Mineral Water’ ราคา 240 บาท
น้ำแร่อัดแก๊สธรรมชาติระดับพรีเมียม ส่งตรงจากแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติบริเวณเทือกเขาแอลป์ ประเทศอิตาลี เสิร์ฟพร้อมเลมอนสไลซ์ ความเปรี้ยวอมหอมของเลมอนช่วยเพิ่มมิติความสดชื่นได้อย่างดีเยี่ยม เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้เป็นเครื่องดื่มล้างลิ้น (Palate Cleanser) ระหว่างมื้ออาหาร
‘Crispy Tostadas with Trio Dip’
ทางร้านต้อนรับด้วยเมนู Complimentary ทานเล่นฟรีระหว่างรออาหาร เสิร์ฟแผ่นแป้งตอร์ติญ่าแผ่นกลมทอดกรอบ (คริสปี โทสทาดาส) พร้อมดิป 3 สไตล์
ตัวแป้งมีความบางกรอบละมุน น้ำหนักเบา ไม่มันเลี่ยน เติมเต็มมิติรสชาติด้วยการเสิร์ฟคู่กับซัลซ่าและซอสดิปสีสันสดใส 3 ชนิดที่ให้เอกลักษณ์แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งรสสัมผัสเปรี้ยวสดชื่นจากซัลซ่ามะเขือเทศสด, รสชาติเข้มข้นกลมกล่อมลึกซึ้งจากพริกเผาสไตล์เม็กซิกัน และความนุ่มนวลเนื้อเนียนของซอสครีม ถือเป็นการเริ่มต้นมื้ออาหารเม็กซิกันร่วมสมัยอย่างเป็นทางการ
‘Ceviche de Calarmar’
เริ่มต้นคอร์สแรกด้วยเมนูเรียกน้ำย่อย (Appetizer) ที่โดดเด่นสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นด้วยงานพรีเซนเทชันอันประณีต นำเสนอในชามแก้วใสที่ให้ความรู้สึกสะอาดและสดใส ช่วยขับเน้นสีสันอันหลากหลายของวัตถุดิบภายในชามให้ดูเด่นชัดและน่ารับประทานยิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มความใส่ใจด้วยการวางรองชามบนเกล็ดน้ำแข็งละเอียดเพื่อรักษาอุณหภูมิความเย็นของอาหารตลอดเวลา สำหรับวัตถุดิบหลักประกอบไปด้วยเนื้อปลาหมึกสด (Squid) หั่นชิ้นพอดีคำ เสริมความอุดมสมบูรณ์ด้วยซัลซ่ามะเขือเทศสดสไตล์เม็กซิกัน (Pico de Gallo), อะโวคาโดหั่นสไลซ์เรียงสวยงาม และราดด้วยน้ำซุปดาชิ (Dashi Broth) ถือเป็นเมนูเริ่มต้นที่ให้ปริมาณมาอย่างจุใจและคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่งสำหรับชุดอาหารมื้อกลางวัน
ในส่วนของรสสัมผัส เมนูซีวิเช่ปลาหมึกชามนี้ถ่ายทอดความอร่อยออกมาได้อย่างโดดเด่นและลงตัวเป็นอย่างยิ่ง โครงสร้างของเนื้อปลาหมึกสดถูกหั่นมาในขนาดชิ้นพอดีคำ ให้สัมผัสที่นุ่มเด้ง เคี้ยวสบาย ไม่เหนียว ทำงานประสานกับองค์ประกอบอันหลากหลายของวัตถุดิบและสมุนไพรสดที่ช่วยสร้างมิติเนื้อสัมผัสและรสชาติที่ซับซ้อนทว่าเข้ากันได้ดีในคำเดียว ภาพรวมคือจานที่ทานง่าย มอบความรู้สึกสดชื่น โปร่งเบา และสนุกสนานในทุกๆ คำ รสชาติความเปรี้ยวสดชื่นที่ผสานกับกลิ่นอายสมุนไพรสดเฉพาะตัวนี้ ชวนให้นึกถึงมิติความอร่อยของเมนูพล่ากุ้งแบบไทยๆ แม้จะไม่ได้เหมือนกันโดยตรง แต่ก็สร้างอารมณ์ความคุ้นเคยที่น่าสนใจ อร่อย
‘OJO Guacamole’
ต่อกันด้วยอีกหนึ่งเมนูเรียกน้ำย่อยซิกเนเจอร์ที่ยังคงมาตรฐานเรื่องปริมาณอันคุ้มค่าและการนำเสนอได้อย่างน่าประทับใจ การตกแต่งจานยังคงชูความสวยงามของธรรมชาติได้อย่างงดงาม โดยครั้งนี้เน้นไปที่โทนสีเขียวขจีอันหนาแน่นและดูแล้วสบายตา มอบความรู้สึกสดชื่นราวกับกำลังทอดสายตามองเข้าไปในป่าทึบที่อุดมสมบูรณ์ โดดเด่นสะดุดตาด้วยการท็อปปิ้งไข่ปลาแซลมอน (Ikura) ตรงใจกลางซึ่งไม่ได้มีไว้เพียงแค่ตกแต่งจานให้ถ่ายรูปสวยงามเท่านั้น แต่ยังให้มาอย่างจริงจัง เสิร์ฟเคียงมากับตะกร้าแป้งตอร์ติญ่าแบบกรอบที่ไว้ให้ทานคู่กัน
ในมิติของรสชาติ การยกระดับเมนูกวากาโมเลแบบดั้งเดิมขึ้นไปอีกขั้นได้อย่างทรงเสน่ห์ ด้วยการผสมผสานวัตถุดิบระดับพรีเมียมอย่างเนื้อปู, ไข่ปลาแซลมอน (Ikura) และน้ำมันกุ้ง (Prawn oil) เข้มข้นหอมมัน แนะนำให้คลุกเคล้าทั้งหมดให้เข้ากันทั่วทั้งชามแล้วตักทานคู่กับแผ่นตอร์ติญ่าแบบกรอบ จะมอบสัมผัสความกรอบ หอม มัน เนียน นัว และนุ่มนวล ถือเป็นรสสัมผัสที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น น่าสนใจยิ่งกว่ากวากาโมเลทั่วไป ทว่ายังคงไว้ซึ่งความทานง่ายและให้มิติความอร่อยที่คุ้นเคยลงตัว
💡 Helpful Tip: เทคนิคการทาน OJO Guacamole ให้ตอบโจทย์
มีข้อแนะนำเพิ่มเติมในขั้นตอนการคลุกเคล้าก่อนรับประทาน เนื่องจากตัวเมนูมีการท็อปปิ้งด้วยไข่ปลาแซลมอน (Ikura) มาในปริมาณมาก หากคลุกเคล้าทุกอย่างรวมกันทั้งหมดโดยไม่แยกไข่ปลาก่อน ไข่ปลาจะแตกและผสมผสานไปกับเนื้อกวากาโมเล ซึ่งจะทำให้มีกลิ่นเฉพาะตามธรรมชาติของไข่ปลาแซลมอนแทรกซึมในทุกๆ คำอย่างรู้สึกได้
สำหรับท่านที่ไม่ชอบกลิ่นเฉพาะตัวหรือความคาวของไข่ปลาแซลมอนยามแตกในปาก แนะนำให้ตักตักแยกไข่ปลาแซลมอนออกก่อนทำการคลุกเคล้ากวากาโมเลกับเครื่องอื่นๆ แล้วค่อยตักไข่ปลามาวางท็อปปิ้งด้านบนตามปริมาณที่ชอบทีหลัง เพื่อปรับระดับความหอมมันและรสสัมผัสให้เข้ากับความชอบส่วนตัวได้ดีที่สุด
‘Bocchoris Cava Brut’ ราคา 2,000 บาท
ยกระดับมื้ออาหารกลางวันนี้ให้พิเศษยิ่งขึ้นด้วยสปาร์กลิ้งไวน์จากแคว้นกาตาลุญญา ประเทศสเปน ที่ปรุงอย่างประณีตผ่านกรรมวิธีดั้งเดิม (Traditional Method) ซึ่งเป็นเทคนิคระดับสูงแบบเดียวกับการรังสรรค์แชมเปญ คัดสรรพันธุ์องุ่นท้องถิ่นชั้นเลิศของสเปน ได้แก่ Macabeo, Xarel-lo และ Parellada หมักบ่มจนได้ระดับแอลกอฮอล์ 11.5% มอบสัมผัสพรายฟองที่ละเอียดนุ่มนวล พร้อมรสชาติสดชื่นและมิติความซับซ้อนที่ลงตัว ถือเป็นเครื่องดื่มหลักในช่วงแรกของคอร์สที่เป็นตัวเลือกอันยอดเยี่ยมและคุ้มค่าอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับคุณภาพ รสชาติ และประสบการณ์ระดับพรีเมียมในราคา 2,000++ บาท บนห้องอาหารที่อยู่สูงที่สุดในประเทศไทย แนะนำ
‘Pescado Chileatole’
เข้าสู่คอร์สอาหารจานหลักที่ชูความโดดเด่นของงานนำเสนอตั้งแต่แรกเห็นที่นำเสนอด้วยเนื้อปลาติดหนังชิ้นใหญ่ หนาดูดี รองด้วยชิเลอาโตเลเนื้อนวลเนียน สะดุดตาด้วยการแต่งแต้มด้วยน้ำมันสกัดสีสันสดใส สะท้อนถึงเอกลักษณ์ความซุกซนและเสน่ห์ความสนุกสนานในศิลปะอาหารของชาวเม็กซิกันได้อย่างน่ารัก สวยงาม และน่ารับประทาน
เมื่อได้สัมผัสคำแรกโดดเด่นด้วยความกรอบละมุนจากหนังปลา ตามด้วยสัมผัสของเนื้อปลาชิ้นหนานุ่มฉ่ำที่ให้ความรู้สึกเต็มปากเต็มคำแบบล้นคำสะใจที่มีรสในตัวเองอ่อนๆเน้นชูรสชาติตามธรรมชาติ รสชาติหลักจะอยู่ที่ชิเลอาโตเลที่ทำจากข้าวโพดรสเผ็ดผสมเนยรมควันและสมุนไพร มอบความหอมนัวเข้มข้นกลมกล่อมโดยไม่กลบเนื้อปลา อร่อย
‘Cerdo en Salsa Verde’
อีกหนึ่งตัวเลือกในคอร์สอาหารจานหลัก ที่นำเสนอภาพลักษณ์ได้อย่างโดดเด่นสะดุดตากับซี่โครงหมู (Pork ribs) ที่ผ่านการตัดแต่งอย่างประณีต สวยงาม ดูดีมีระดับ เสิร์ฟวางมาบนซอสเข้มข้นสีโทนเขียวเข้ม (Salsa Verde) ด้านการตกแต่งจานนับว่ามีความแปลกตาแต่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกอันคุ้นเคย ด้วยการวางท็อปปิ้งด้านบนด้วยผักชีสดกองพูน
เมื่อขยับผักชีสดด้านบนออก จะเผยให้เห็นถึงองค์ประกอบที่แท้จริของเมนูนี้อย่างชัดเจน โดดเด่นด้วยซี่โครงหมูที่ใช้ส่วนเนื้อๆ ท็อปปิ้งด้วยซัลซ่าและหอมใหญ่ย่าง
เผยรายละเอียดเครื่องปรุงและวัตถุดิบชั้นดีที่จัดวางมาอย่างพิถีพิถัน สวยงามน่ารับประทาน และเต็มอิ่มคุ้มค่าเชิงปริมาณ
เสิร์ฟมาพร้อมกับเครื่องเคียงอย่างซอสถั่วบดเนื้อเนียนเข้มข้นและแผ่นแป้งตอร์ติญ่าแบบหนานุ่มร้อนๆ สไตล์โฮมเมด สะท้อนความเปื่อยนุ่มของซี่โครงหมูด้วยการรูดเนื้อออกจากกระดูกได้อย่างง่ายดาย ทาซอสลงบนแผ่นแป้งก่อนจะวางเนื้อหมูพร้อมเครื่องต่างๆ เพื่อม้วนทานเข้ากันเป็นคำเดียว
ทานพร้อมกันในคำเดียว จะสัมผัสได้ถึงความเข้มข้น นุ่ม หนึบหนับ ของเนื้อซี่โครงหมูผสมผสานกับตัวเสริมรสชาติอย่างซอสถั่วบด ซัลซ่า (Salsa Verde) โทมาทิลโล (Tomatillo) และพริก Jalapeño อย่างเต็มปากล้นคำ มอบรสสัมผัสที่นัวกลมกล่อมโดยไม่มีรสโดด ถือเป็นจานหลักที่ทานง่าย ให้ความสมดุลขององค์ประกอบวัตถุดิบอย่างสมบูรณ์แบบ อร่อย
‘Choco Flan’
คอร์สของหวานที่ผสาน 3 องค์ประกอบหลักเข้าไว้ด้วยกันได้แก่ ช็อกโกแลตเค้กเนื้อแน่นนุ่ม (Chocolate Cake), ฟลาน (Flan) เนื้อเนียนที่เพิ่มมิติความหอมลึกซึ้งด้วยการอินฟิวส์เทกีล่าพรีเมียมจากแบรนด์ Cascahuín (Cascahuín Tequila-Infused Flan) โดย Cascahuín ถือเป็นโรงกลั่นเทกีล่าระดับตำนานของตระกูลที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1904 ในเมือง El Arenal รัฐ Jalisco ประเทศเม็กซิกัน โดดเด่นด้วยกระบวนการผลิตแบบโบราณที่อบในเตาอิฐ (Brick-Oven Cooking) โดยไม่ใช้วัตถุแต่งเติม เพื่อคงกลิ่นอายอากาเว (Agave) อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งช่วยยกระดับเสน่ห์ของของหวานจานนี้ได้อย่างดีเยี่ยม และสุดท้ายกับไอศกรีมนมรสกลมกล่อม (Milk Ice Cream) ของหวานจานนี้มอบเนื้อสัมผัสหลายชั้น (Multi-layered Texture) ที่ทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์แบบ ให้ภาพรวมของความหอม มัน เนียนนุ่ม และหวาน ชัดเจนในระดับที่กำลังดี
‘Arroz Con Leche’
ของหวานยอดนิยมสไตล์เม็กซิกันที่นำมาตีความใหม่ได้อย่างประณีตน่าประทับใจ โครงสร้างภายนอกโดดเด่นด้วยการปิดทับด้านบนด้วยแผ่นโซยมิลค์เฟลคส์ (Soy milk flakes) สีน้ำตาลทองอบกรอบแผ่นบางขนาดใหญ่ วางซ้อนทับกันอย่างมีมิติปิดซ่อนองค์ประกอบหลักด้านล่างเอาไว้อย่างมิดชิด ตัวฐานประกอบด้วยข้าวเหนียวนมผสมวานิลลาแท้ (Vanilla creamy rice), ไอศกรีมซินนามอน (Cinnamon ice cream) และโทสต์ไวท์ช็อกโกแลต (Toasted white chocolate) การจัดจานในชามดินเผาทรงสูงให้ภาพลักษณ์ที่สวยงาม แปลกตา น่าค้นหา และชวนให้ตื่นเต้นที่จะเคาะแผ่นแป้งเพื่อสัมผัสกับมิติรสชาติที่ซ่อนอยู่ด้านล่าง
ทานทุกองค์ประกอบรวมกันในคำเดียว มิติรสชาติและเนื้อสัมผัสจะทำงานร่วมกันได้อย่างมีเสน่ห์น่าประทับใจ โดยสัมผัสที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ที่สุดคือ Vanilla creamy rice ที่มีความนุ่มนวล มอบความรู้สึกคุ้นเคยคล้ายคลึงกับขนมหวานพื้นเมืองของไทยที่มีข้าวเป็นองค์ประกอบหลัก ในขณะที่แผ่นโซยมิลค์เฟลคส์อบกรอบ ไอศกรีมซินนามอน และโทสต์ไวท์ช็อกโกแลต จะเข้ามาช่วยเสริมความหอม มัน นัว และมิติความกรอบนุ่มที่แตกต่างอย่างลงตัว ให้ระดับความหวานที่กำลังดี ไม่เลี่ยน ทานง่าย
‘2022 Terroir Al Límit “Terra de Cuques” Negre’ (Corkage fee: 1,000 บาท)
ไวน์แดงชั้นเลิศจากแคว้น Priorat (พรีโอรัต) แคว้นกาตาลุญญา ประเทศสเปน ซึ่งขึ้นชื่อด้านการผลิตไวน์สไตล์พิถีพิถัน สะอาด บริสุทธิ์ และมีความซับซ้อนเชิงโครงสร้างใกล้เคียงกับไวน์จากแคว้น Burgundy ประเทศฝรั่งเศส ชื่อรุ่น “Terra de Cuques” มีความหมายอันไพเราะว่า “ดินแดนแห่งหิ่งห้อย” สื่อถึงความบริสุทธิ์ของผืนดินและไร่ไวน์ที่ปราศจากสารเคมี
ไวน์ขวดนี้ผลิตแบบจำนวนจำกัด โดยขวดที่นำมาเป็นขวดลำดับที่ 28,068 หมักจากสายพันธุ์องุ่น Carignan 50% และ Grenache 50% มีระดับแอลกอฮอล์ 13.5% ผ่านกระบวนการหมักแบบธรรมชาติด้วยยีสต์ป่าและใช้เทคนิคหมักทั้งพวง (Whole Bunch) ในถังคอนกรีตและถังสแตนเลส เพื่อรักษาความสดใหม่ของผลไม้ไว้อย่างแท้จริง โดยผู้ผลิตงดเว้นการบ่มในถังไม้โอ๊ก เพื่อไม่ให้กลิ่นไม้เข้ามาบดบังเอกลักษณ์ธรรมชาติของผืนดิน ถือเป็นการตัดสินใจเลือกเปิดไวน์ที่ถูกต้องและลงตัวอย่างยิ่ง เพราะสามารถเชื่อมโยงและเติมเต็มมิติรสชาติของคอร์สอาหารมื้อนี้ได้อย่างราบรื่นไร้รอยต่อ
💡 Helpful Tip: ข้อควรรู้สำหรับการนำเครื่องดื่มมาเอง
สำหรับท่านที่ต้องการนำเครื่องดื่มหรือไวน์ส่วนตัวมา ทางห้องอาหารคิดค่าบริการเปิดขวด (Corkage Fee) อยู่ที่ 1,000 บาทต่อขวด
อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังสำคัญคือ ในขั้นตอนการเดินทางขึ้นสู่ห้องอาหาร ลูกค้าจะไม่สามารถถือขวดเครื่องดื่มขึ้นไปด้วยตนเองได้ แต่จะต้องส่งมอบขวดเครื่องดื่มให้แก่เจ้าหน้าที่บริเวณจุดต้อนรับชั้นล่าง เพื่อให้ทีมงานนำขึ้นไปส่งยังห้องอาหารต่างหาก ซึ่งกระบวนการนี้จะใช้เวลาเดินทางพอสมควร ดังนั้นสำหรับผู้ที่ต้องการเปิดไวน์เพื่อให้ไวน์ได้สัมผัสอากาศ (Breathing / Decanting) หรือต้องการแช่เย็นเครื่องดื่มให้ได้อุณหภูมิที่เหมาะสมก่อนเริ่มดื่ม แนะนำให้เผื่อเวลาส่งมอบขวดเครื่องดื่มแก่เจ้าหน้าที่ล่วงหน้า เพื่อให้ไวน์พร้อมเสิร์ฟในระดับรสชาติที่ดีที่สุดพอดีกับคอร์สอาหาร
ภาพรวมของมื้ออาหาร Executive Lunch Set ที่ห้องอาหาร OJO Bangkok ชั้น 76 ของโรงแรม The Standard, Bangkok Mahanakhon ถือเป็นประสบการณ์การรับประทานอาหารเม็กซิกันร่วมสมัยที่โดดเด่นและน่าประทับใจในทุกมิติ ตั้งแต่ความสวยงามของการตกแต่ง บรรยากาศและทัศนียภาพมุมสูงจากห้องอาหารที่สูงที่สุดในประเทศไทย การบริการระดับ 5 ดาวไร้ที่ติ อาหารที่ตกแต่งสวยงามดูดีมีรสนิยม ปริมาณให้มาเยอะคุ้มค่าเกินราคา และการรังสรรค์รสชาติทำออกมาได้อย่างนวลเนียน นุ่มนวล ทานง่าย ละมุนลิ้นทานง่ายแน่นอน หมดห่วงสำหรับผู้ที่กังวลเรื่องกลิ่นรสของเครื่องเทศและสมุนไพรที่เข้มข้นจัดจ้านในการปรุงอาหารสไตล์เม็กซิกัน ยิ่งเมื่อนำมาจับคู่กับเครื่องดื่มชั้นเลิศยิ่งช่วยยกระดับความพิเศษและมอบความคุ้มค่าอย่างแท้จริง เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่หลงใหลในศิลปะอาหารและการบริการระดับมืออาชีพ ในราคาที่น่าคบหา และย้ำสุดท้ายกับการทำความเข้าใจกับ Helpful Tip ต่างๆในรีวิวนี้เพื่อความราบรื่นและประทับใจครับ
ขอบคุณมากครับ
โด้
💡 Helpful Tip: สิทธิพิเศษเพิ่มเติม (Value Added)
เมื่อรับประทานอาหารครบตามยอดที่กำหนดเรียบร้อยแล้ว อย่าลืมรับสิทธิ์แลกบัตรขึ้นชมจุดชมวิว King Power Mahanakhon SkyWalk ชั้น 78 ฟรี เพื่อสัมผัสทัศนียภาพอันสวยงามของกรุงเทพมหานครแบบ 360 องศา ถือเป็นสิทธิประโยชน์พิเศษที่ช่วยประหยัดค่าบัตรเข้าชม SkyWalk ในราคาปกติ
💎 สรุปความคุ้มค่า: Executive Lunch Set (1,401 บาทสุทธิ)
Value Rating: 9.5/10
เมื่อพิจารณาในราคา 1,190++ บาท (สุทธิ 1,401 บาท) บนห้องอาหารที่สูงที่สุดในประเทศไทย ชั้น 76 พร้อมบริการระดับ 5 ดาว ถือเป็นหนึ่งใน Executive Lunch Set ที่มอบความคุ้มค่าสูงสุดในกรุงเทพฯ โดยแบ่งมูลค่าความคุ้มค่าออกเป็น 4 มิติหลัก:
รายละเอียดโปรโมชั่น
– Executive Lunch Set อาหารชุดมื้อกลางวัน 3-course menu 11:30-14:30 ราคา 1,190++ บาท (1,401 บาทสุทธิ)
รายละเอียดห้องอาหาร
ชื่อห้องอาหาร: โอโฮ / Ojo ชั้น 76
เวลาให้บริการ: 11:30 – 14:30 / 17:30-23:30
รายละเอียดโรงแรม
โรงแรม: โรงแรม สแตนดาร์ด แบงค็อก มหานคร / The Standard, Bangkok Mahanakhon
ที่อยู่: 114 ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพ 10500
Address: 114 Narathiwas Rd., Silom, Bangrak, Bangkok 10500 Thailand
โทรศัพท์: 0-2085-8888
เว็บไซต์: www.hyatt.com/a>
❓ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) – OJO Bangkok Executive Lunch



